วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ชุมชนบ้านบือมังสามัคคี

เด็กหญิง กัสมี ดาหะมิ ชั้น ม.2/3 เลขที่ 14
เรื่อง ชุมชนบ้านบือมังสามัคคี
โรงเรียนศรีฟารีดาบารูวิทยา



                ดิฉันเป็นชาวบือมังคนหนึ่งทีเกิดและโตที่หมู่บ้านแห่งนี้ ชุมชนบือมังแห่งนี้มีชื่อที่มาจากต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีชื่อว่า “ต้นบูแม” คนในชุมชนแห่งมีความสามัคคีร่วมมือร่วมใจในการทำกิจกรรมของหมุ่บ้าน หมู่บ้านแห่งนี้มีความสงบสุขและน่าอยู่เป็น อย่างมาก
             หมู่บ้านแห่งนี้ มีประชากรทั้งหมด  5,020  จำนวนหลังคาเรือน 196 หลังคาเรือน ชาวบ้านทำมาหากินแบบเศษฐกิจพอเพียง เช่น ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และอืนๆเป็นต้น ชาวบ้านเป็นคนทีชอบช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อในยามที่มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนของการเกษรตโดยแท้ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทางการเกษรต ปลูกพืชไร่ ทำสวนยาง และหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่สงบและไม่มีเหตุการณ์อะไรทีแลวร้ายเพราะคนในชุมชนมีความสามัคคีและปรองดองกันอยู่เสมอ  หมู่บ้านของเราก็เหมือนกับหมู่บ้านแห่งอื่นก็ตรงที่ว่าวัยรุ่นในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะไปยุ่งกับสารเสพติด แต่ในขณะเดี่ยวกันบรรดาผู้ที่มีหน้าที่ในส่วนนี้ก็หาทางคิดแก้ไข้กันด้วยวิธีการต่างๆนาๆแล้ว แต่ก็อย่างที่ว่านั้นแหละถ้าไม่มีผู้ขายก็จะไม่มีผู้เสพในเมื่อจัดการไม่ตรงจุดหมู่บ้านไหนๆก็คงยากที่จะปลอดยาเสพติด แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะไม่ใช่ว่าคนหมู่บ้านทั้งหมดจะเป็นแบบนั้น ก็ยังมีคนที่ดีๆที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติด ถึงแม้ว่าบ้างที่จะมีวัยรุ่นอยู่กันเป็นกลุ่มแต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเค้าจะมัวร์เมากับสารเสพติด วัยรุ่นกลุ่มนี้มักจะช่วยเหลือในกิจกรรมต่างของทางหมู่บ้านได้เป็นอย่างมาก พวกเค้าจะรวมตัวกันประชุมบ้าง หารือบ้าง พวกเค้าเป้นกลุ่มวัยรุ่นที่น่ายกย่องมากๆ ช่วยเหลือทุกอย่างที่ทางหมู่บ้านจัดทำ ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งของคนในหมู่บ้าน กิจกรรมของเด็กๆ และอีกหลายๆอย่างมากมายซึ่งจะให้กล่าวทั้งหมดนั้น คงต้องเขียนเป็นเล่มรายงาน
                สิ่งเหล่านั้นทีกล่าวไปทั้งหมดฟังแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งหลอกลวงแต่ที่จริงแล้วหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนี้ สิ่งที่คนในหมู่บ้านแห่งนี้ทำถ้าเอาไปเหล่าให้คนภายนอกฟังแล้วดูเหมือนอาจเป็นเรื่องแต่ง ต้องมาสัมพัสด้วยตัวเองถึงจะรู้ว่าสิ่งที่เหล่าไปแล้วคือความจริง   ดังนั้น หมู่บ้านไหนที่อย่างให้ภายในหมู่บ้านมีความสงบสุข แค่สร้างจิตรสำนึกให้กับวัยรุ่น พวกเค้าจะเป็นพลังเสริมสร้างสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นได้อย่างมาก สร้างสิ่งที่ทำให้คนรุ่นต่อๆมาได้เห็น ได้เอาเป็นแบบอย่างที่ดีๆ สร้างความสามัคคีให้แก่คนในหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างที่หัวหน้าของหมู่ต้องทำให้เกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน เพราะสุดท้ายแล้วมันก็เป็นผลดีแก่หมู่บ้านทั้งนั้นแหละ
















ตำบลบือมังสันติสุข

ด็กหญิงสูไรดา  นามสกุล  ลามอสีเตาะ  เลขที่18  ชั้นม.2/3
โรงเรียนศรีฟารีดาบารูวิทยา
เรื่อง  ตำบลบือมังสันติสุข
         ชุมชนของดิฉันตั้งอยู่ที่  บือมัง  ส่วนหมู่บ้านของฉันมีชื่อว่า  หมู่บ้านปีแยะ  ชุมชนของฉันมีทั้งหมด  6  หมู่บ้าน  มีชื่อว่า  หมู่บ้านมาแฮ  หมู่บ้านตะโละเลาะ  หหมู่บ้านดูสงตาวา  หมู่บ้านทาเนาะปือเราะ  หมู่บ้านปีแยะ  และหมู่บ้าน     
   บือมัง  ซึงตำบลบือมังเดิมเป็นตำบลที่เจริญอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมีทั้ง  ช้าง  ป่าไม้                                  น้ำตกตะวันรัศมี  และน้ำตกชักมงคง                                                   
        ปัจจุบันตำบลบือมังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันสวยงามและยังมีคุณค่ามากมายอีกทั้งยังเป็นแหล่งอารยธรรมอันเก่าแก่  ซึ่งตำบลบือมังจะมีการจัดงานการแข่งขันกีฬา  อบต. แต่ละหมู่บ้านจะมีการแข่งขันกีฬาฟุตบอล  วอลเลย์บอล  เซปักตะกร้อ  ชักเย่อ  วิ่งวิบาก  วิ่งเปรี้ยว  และวิ่งกรีฑา  และยังมีการแข่งขันทำขนมอาซูรอ  กะหรี่พัฟ  บัวลอย ช่อม่วง ปากหม้อ   ขนมทอด  ขนมฝักบัว ทองพรุ ฝักทองเชี่อม  เป็นต้น การจัดงานครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการจัดงานกีฬาอบต.สัมพันธ์และยังมีน้ำตกตะวันรัศมี   น้ำตกฉัตรมงคล  มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านปีแยะ   โรงเรียนบ้านบือมัง   มีตาดีกานูรูอีมานปีแยะ                   ที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง  เพราะเป็นการสนับสนุนให้ชุมชนของฉันเกิดความสามัคคีในชุมชน               
       ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าชุมชนของฉันมีความสามัคคี  มีความสันติสุข  ความเจริญรุ่งเรือน  อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ  และยังช่วยอนุรักษ์  ป่าไม้อีกด้วย  ซึ่งดิฉันมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นประชากรในตำบลบือมัง   ดิฉันรักตำบลบือมังมากเนื่องจากตำบลบือมังเป็นบ้านเกิดของฉัน   ดิฉันขอสัญญาว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือทรัพยากรธรรมชาติ












 


ลิดลบ้านเกิดของฉัน

เด็กหญิง อิบตีซาม อากาซา
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2/3   เลขที่ 1
โรงเรียนศรีฟารีดาบารูวิทยา
เรื่อง ตำบลลิดลบ้านเกิดของฉัน

                บ้านดิฉันตั้งอยู่ที่   91 / 6  หมู่ที่  3  ตำบลลิดล   อำเภอเมือง   จังหวัดยะลา ตำบลลิดล ในสมัยก่อนเป็นหมู่บ้านหนึ่งซึ่งอยู่ในความปกครองของเจ้าพระยายะลาหรือเจ้าพระยายาลอ ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองยาลอ หรือ ตำบลยะลาในปัจจุบัน บ้านลิดลเป็นหมู่บ้านที่มีป่าทึบมาก จึงใช้เป็นสถานที่เลี้ยงช้างเพื่อใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ เมื่อคนเลี้ยงช้างนำช้างไปเลี้ยงในหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อหันไปมองทางยาลอก็ไม่เห็น เหมือนกับมีอะไรมาปิดบังเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้กันมาก ชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า ลีดง แปลว่า บดบัง หมายถึง บ้านที่มีอะไรมาปิดบังเอาไว้ จึงทำให้มองไม่เห็น เพราะมีป่าทึบและภูเขาบังเอาไว้ ชาวบ้านจึงเรียกว่า บ้านลีดง และต่อมาได้เพี้ยนเป็น "ลิดล" จนถึงทุกวันนี้  สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม แต่จะมีภูเขาบางส่วนในบริเวณทิศตะวันตกของตำบล ซึ่งเป็นพื้นที่หมู่ที่ 3 ทำให้อาชีพส่วนใหญ่ของชาวบ้านแถบนี้คือการทำสวนยางพาราและการทำนา  อาณาเขตตำบล : ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลลำใหม่  ทิศใต้ ติดกับ ตำบลยะลา    ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลพร่อน  ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลบาโงยซิแน อำเภอยะหา  
ตำบลลิดลเป็นตำบลในอำเภอเมืองมีความเจริญและมีความอุดมสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรธรรมชาติมีป่าทึบมาก เดิมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพราะมีถ้ำเล็กและถ้ำใหญ่อยู่หลายแห่ง เช่นถ้ำแพะและถ้ำแกะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาชมหินย้อยหินงอกภายในถ้ำและนักท่องเที่ยวจะมาเดินป่าพักแรม  แต่เป็นที่น่าเสียใจปัจจุบันได้ถูกทำลายไปมาก เนื่องจากประมาณ 30 ที่ผ่านมาทางจังหวัดได้เปิดสัมปทานระเบิดหินให้กับบริษัทในจังหวัดยะลาทำให้มีโรงโม่หินหลายแห่งในพื้นที่ ถ้ำเล็กและถ้ำใหญ่ถูกทำลาย ต้นไม้ใหญ่ถูกโค่น สัตว์ป่าหนีไปอยู่ที่อื่น  แต่ยังมีกลุ่มเยาวชนหลายกล่มที่พยายามอนุรักษ์และกอบกู้ทรัพยากรธรรมชาติของตำบลลิดลร่วมกับหน่วยงานของรัฐ  ตำบลลิดลมีสถานที่สำคัญ เช่น มัสยิด โรงเรียน และตาดีกา  ประชากรส่วนใหญ่นับถือสาสนาอิสลาม องค์กรบริหารส่วนตำบลลิดลมีการจัดกิจกรรมหลายอย่าง เช่น คอตัมอัลกุรอาน  การแข่งขันกีฬา การแข่งขันนกกรงหัวจุก และอีกมากมาย  ชาวบ้านในตำบลลิดลมีความเป็นพี่น้องกันและมีความสามัคคีช่วยเหลือกันในชุมชน
ดิฉันมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นประชากรในตำบลลิดล ดิฉันรักตำบลลิดลเนื่องจากตำบลลิดลเป็นบ้านเกิดของดิฉัน และตำบลลิดลมีความสวยงามมากมาย และมีความเจริญอีกด้วย  ดิฉันขอสัญญาว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการชักชวนชาวบ้านเพื่อกอบกู้และอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรธรรมชาติของตำบลลิดลที่เหลือจากการถูกทำลายให้มีความอุดมสมบูรณ์อีกต่อไป









มัสยิดดารุลนาอีม

ชื่อ เด็กหญิง นัฎเราะห์  นามสกุล เจ๊ะตีรอกี เลขที่ ชั้น ม.2/3
โรงเรียน ศรีฟารีดาบารูวิทยา
เรียงความ  เรื่อง มัสยิดดารุลนาอีม

                 มัสยิดเป็นศาสนสถานของชาวมุสลิม มัสยิดเป็นสถานที่กราบ ชาวมุสลิมในแต่ละชุมชนจะสร้างมัสยิดขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา นั่นคือการละหมาด นอกจากนี้มัสยิดยังเป็นโรงเรียนสอน      อัล-กุรอานและศาสนา เป็นสถานที่ชุมนุมพบปะประชุมเฉลิมฉลองทำบุญเลี้ยง และยังเป็นสถานที่พักพิงของ  ผู้สัญจรผู้ไร้ที่พำนัก  โดยที่จะต้องรักษามารยาทของมัสยิด เช่นการไม่คละเคล้าระหว่างเพศชายหรือเพศหญิง
              มัสยิดดารุลนาอีมก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ชาวมุสลิมมาทำการละหมาด โดยมัสยิดแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว โดยมีนาย อับดุลเร๊าะมัน นิมะเต๊ะ เป็นโต๊ะอีหม่าม และทุกๆปีเมื่อถึงวันฮารีรายอ ทุกคนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงก็จะมาละหมาดที่มัสยิดแห่งนี้     หลายปีต่อมาโต๊ะอีหม่ามท่านนี้ได้เสียชีวิตลง และมีคนมาเป็นโต๊ะอีหม่ามแทนชื่อนาย ลาเต๊ะ นิมะเต๊ะ ซึ่งเป็นบุตรชายของ นาย อับดุลเร๊าะมัน นิมะเต๊ะ เมื่อมีโต๊ะอีหม่ามท่านใหม่มาแทน โต๊ะอีหม่ามท่านนี้ก็ได้สร้างโรงเรียนตาดีกาเล็กๆใกล้ๆกับมัสยิดดารุลนาอีม หลังจากที่สร้างโรงเรียนตาดีกาเสร็จ ก็มีเด็กๆเข้ามาเรียนเป็นจำนวนมาก พอเวลาผ่านไปหลายปี เด็กนักเรียนมีจำนวนลดลง เนื่องจากเด็กนักเรียนได้จบการศึกษา หรือส่วนหนึ่งก็มีการย้ายออกไปเรียนที่อื่น แต่มัสยิดแห่งนี้ยังมีผู้มาละหมาดอย่างไม่ขาดสาย
            สำหรับใครที่เป็นชาวมุสลิม ก็ขอเชิญชวนให้ไปละหมาดที่มัสยิด การไปละหมาดที่มัสยิดจะดีมากกว่าการละหมาดที่บ้าน การไปละหมาดที่มัสยิดจะได้มาพบปะกับชาวมุสลิมทุกๆคน     มัสยิดดารุลนาอีมก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีคนมาทำการละหมาด ก็ขอเชิญชวนให้ชาวมุสลิมทุกท่านมาทำการละหมาดที่มัสยิดแห่งนี้       








ชุมชนประหยัดพลังงาน

ชื่อเด็กหญิง นูรีดา  นามสกุล ดอเลาะ เลขที่ 7  ชั้น 2/3
โรงเรียนศรีฟารีดาบารูวิทยา
เรื่อง ชุมชนประหยัดพลังงาน
                             ชุมชนของดิฉันตั้งอยู่ที่ ตำบลโกตาบารู หมู่บ้าน ปูลาตีงี หมู่บ้านนี้ มี 4ซอยซึ่งดิฉันก็อยู่ซอย4 ของหมู่บ้านปูลาตีงี ซึ่งคำว่าปูลาตีงี ก็มาจาก ต้นหนึ่งที่ชื่อว่า ต้นปูลา และต้นนี้สูงมากก็เลยตั้งหมู่บ้านปูลาตีงี ซึ่งถ้าเราบอกว่าชุมชนประหยัดพลังงาน เราจะรู้เลยว่าเกี่ยวกับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของทุกๆคน
        ชุมชนนี้ คือ คนที่อยู่อาศัย ร่วมกันเป็นหมู่บ้านและอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ในหมู่บ้านนี้เป็นพื้นที่เล็กๆแต่ก็มีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสามัคคีกันและอยู่ด้วยกันด้วยความรักความอบอุ่นเกี่ยวข้องกันทางจิตใจของทุกๆคนในครอบครัวมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเวลามีประเพณีอะไร ในชุมชนนี้จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันและสามัคคีในการทำงานประเพณีใดก็ตาม ประหยัดพลังงาน คือ สิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของทุกๆคนและการกระทำที่แสดงให้เห็นว่าการอดออม รู้จักใช้พอประมาณ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือเงินทอง การประหยัดพลังงานไม่ได้หมายถึง การใช้สิ่งที่ใช้ไฟฟ้าอย่างเดียว แต่หมายถึงการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อประโยชน์ของชุมชนหรือครอบครัวในหมู่บ้าน หรือการใช้ชีวิตอย่างคุ้มให้เกิดประโยชน์มากที่สุดไม่ปล่อยไว้เวลาในชีวิตต้องเสียไป
โดยเปล่าประโยชน์
          ดังนั้น จึงแสดงให้เห็นว่าชุมชนประหยัดพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นต่อทุกๆคนเราควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างพอประมาณ รู้ประหยัดพลังงานในการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคน รวมถึงการใช้พัดลมเป็นสิ่งทุกคนใช้เป็นจำ เราพยายามใช้เครื่องไฟฟ้าอย่างให้คุ้มมากที่สุดเท่าที่เราทำได้.










โต๊ะนะแห่งการเรียนรู้

ชื่อ นูรุลอิฮซาน  นามสกุล  ซียง  ชั้น ม.2/3  เลขที่  21  โรงเรียนศรีฟารีดาบารูวิทยา

เรียงความ เรื่อง  หมู่บ้านโต๊ะน๊ะแห่งการเรียนรู้

        การศึกษานับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต การศึกษาไม่ใช่แค่ศึกษากันในห้องเรียน  สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเราก็สามารถนำมาศึกษาได้  ในปัจจุบันการศึกษาคือสิ่งสำคัญที่สุดที่มนุษย์ทุกคนควรมี  ทุกสิ่งรอบตัวเป็นการศึกษาทั้งนั้น  การศึกษาทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้   แต่ละหมู่บ้านในปัจจุบัน  จะเห็นได้ว่าแต่ละหมู่บ้านได้มีการพัฒนา  โดยสร้างแหล่งเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์แก่เยาวชน
            หมู่บ้านโต๊ะน๊ะ  ตั้งอยู่ที่ หมู่ 1 ตำบล เนินงาม   อำเภอ รามัน   จังหวัด  ยะลาประชาชนส่วนใหญ่ทำอาชีพหลากหลายการทำสวนผักสวนครัวครอบครัวในหมู่บ้านแห่งนี้การขายผักสวนครัวเป็นอาชีพอันดับหนึ่งการปลูกถั่วฝักยาวได้เก็บทุกวันเป็นรายได้ของแม่บ้านนอกจากนี้มีอาชีพหลักของชุมชน เช่น  กรีดยาง  ค้าขาย  รับจ้าง  และข้าราชการเป็นส่วนน้อย  หมู่บ้านโต๊ะน๊ะเป็นหมู่บ้านที่มีแหล่งเรียนรู้หลากหลาย  เช่น  โรงเรียนตาดีกา  บ้านเศรษฐกิจพอเพียง  บ้านหนังสืออัจฉริยะ  ศูนย์กีรออาตี  รวมถึงการบรรยายธรรมให้แก่ผู้ใหญ่  แหล่งการเรียนรู้แห่งแรก คือ โรงเรียนตาดีกา สอนให้เยาวชนรู้จักศรัทธา  การทำความดี   และหลักปฏิบัติต่างๆ  แหล่งเรียนรู้ที่สอง คือ บ้านเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สอนให้เยาชนอยู่อย่างพอเพียง  ปลูกผักไว้ทานเอง  ทำให้รู้จักประหยัดค่าใช้ค่ายได้มากขึ้น  แหล่งเรียนรู้ที่สี่ คือ ศูนย์กีรออาตี เป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ในหมู่บ้าน เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สอนด้านอัลกุรอาน หลักการอ่านทำให้เยาวชนในหมู่บ้านเกือบทุกคน สามารถอ่านออกเขียนได้
            สุดท้ายนี้  การศึกษาคือสิ่งสำคัญ ทุกหนแห่งบนโลกนี้สามารถนำมาศึกษาได้
 เราเกิดมาใช่ว่าไม่มีโอกาสที่จะศึกษา  การศึกษาไม่มีสิ้นสุด  นอกจากวันที่เราตาย  และเราจะอยู่รอดได้อย่างไร  ถ้าไม่มีความรู้คอยประคองเรา








รักบ้านเกิด รักตำบลบาโงย



ชื่อ เด็กหญิง นูรีดา ดีแม  เลขที่  2  ชั้นม.2/3  โรงเรียนศรีฟารีดาบารูวิทยา
เรื่อง  รักบ้านเกิด รักตำบลบาโงย


                ตำบลของฉัน คือ ตำบลบาโงย ตำบลบาโงยมี4หมู่บ้านได้แก่ หมู่บ้านลูโบ๊ะลาบี                  หมู่บ้านยือโร๊ะ  หมู่บ้านปาโล๊ะ และหมู่บ้านบาโงย ตั้งอยู่ใน อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ซึ่งบ้านของฉันตั้งอยู่บ้านเลขที่22/3 หมู่2 ตำบลบาโงย อำเภอรามัน จังหวัดยะลา
                ตำบลบาโงย เป็นชุมชนชนบท เป็นที่ราบลุ่มเหมาะสำหรับการทำนา จึงที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทุ่งนา และสวนยางพารา ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือ ทำสวน ทำนาเป็นหลัก และอาชีพเสริม ได้แก่ การเลี้ยงโค
              เนื่องจากพื้นที่ตำบลบาโงยเป็นเนินสูง ชาวบ้านจึงเรียว่า "บาโงย" ซึ่งเป็นภาษามลายูท้องถิ่น และใช้เป็นชื่อของตำบลจนทุกวันนี้   ตำบลบาโงยมีจำนวนประชากรในเขต อบต. 2,679 คน และจำนวนหลังคาเรือน 530 หลังคาเรือน ตำบลบาโงยมี  องค์การบริหารส่วนตำบลอยู่1แห่ง มีโรงเรียนอยู่2แห่ง คือโรงเรียนบ้านบาโงยและโรงเรียนบ้านยือโร๊ะ นอกจากนี้ยังมีสถานที่เดินเล่น ผักผ่อนหย่อนใจ คือ ตลาดนัดปาโล๊ะชึ่งจะเปิดขายบริการทุกๆวันศุกร์และศิลปะวัฒนธรรมการละเล่นที่ขึ้นชื่อในตำบลนี้คือ ดีเกฮูลู และสินค้าที่ขึ้นชื่อใจตำบลนี้คือ ใบไม้สีทอง ชึ่งป็นพันธุ์ไม้ชนิดใหม่ของโลก และพืชหายากในสภาพธรรมชาติ พบเฉพาะในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาสและยะลา
            และสุดท้ายนี้ฉันอยากบอกว่าฉันภูมิใจมากที่ได้เกิดในตำบลนี้ ถึงแม้ตำบลนี้จะไม่ได้อยู่ในเมืองโดยตรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีความเจริญพัฒนาเลย และฉันจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำพาชุมชนนนี้สู่ความเจริญก้าวหน้าอีกต่อไป